วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557


น สิยา โลกวฑฺฒโน” 


พุทธสุภาษิตประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์

น สิยา โลกวฑฺฒโน” 
ความหมายคือ ไม่ควรเป็นคนรกโลก
พุทธสุภาษิตประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์ 
ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรมหาเถร) 
เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์องค์ ที่ 5 ได้ประสาทให้แก่โรงเรียน 
และท่านอธิบายความหมายของพุทธสุภาษิตบทนี้ว่า
คนเราบางคน เกิดมารกโลก 
ทำนองเดียวกับติณชาติที่หาประโยชน์อะไรมิได้ 
ทำให้เสียเงินทองกำจัด และรกชัฏขวากหนาม 
บางอย่างเป็นศัตรูแก่โลกไม่เป็นประโยชน์ 
มนุษย์ที่ไม่มีเมตตากรุณา คอยแต่จะเบียดเบียนผู้อื่น 
จัดว่าเป็นคนรกโลก อย่าเกิดมาเลยเสียดีกว่า สู้สัตว์บางชนิดก็ไม่ได้
... ... ...
พุทธภาษิตนี้ มาจากพระคาถาบทเต็มว่า
หีนํ ธมฺมํ น เสวยฺย - อย่าประพฤติสิ่งเลวทราม
ปมาเทน น สํวเส - อย่าอยู่ด้วยความประมาท
มิจฉาทิฏฺฐึ น เสเวยฺย - อย่ายึดถือความเห็นผิด
น สิยา โลกวฑฺฒโน ฯ - อย่าทำตนเป็นคนรกโลก ฯ
ขุททกนิกาย ธรรมบท
จากหนังสือพุทธวจนในธรรมบท โดย อ.เสถียรพงศ์ วรรณปก
ในสมัยพุทธกาล 
พระพุทธองค์ทรงโปรดภิกษุรูปหนึ่งด้วยพระคาถาบทนี้ 
ให้ได้บรรลุโสดาบันมาแล้วต้นเหตุมีอยู่ว่า คราวหนึ่ง พระเถระกับพระหนุ่มได้ไปบ้านนางวิสาขาแต่เช้า  


ครั้นฉันแล้ว พระเถระให้พระหนุ่มนั่งอยู่บนเรือนของนางวิสาขา  ส่วนตนได้ไปบ้านหลังอื่น ขณะนั้น หลานสาวนางวิสาขากำลังกรองน้ำถวายพระ  พอเห็นเงาตนเองก็หัวเราะออกมา  ฝ่ายพระหนุ่มเห็นเข้าจึงหัวเราะบ้าง  นางเห็นภิกษุหนุ่มหัวเราะ จึงกล่าวว่า คนหัวขาดหัวเราะ   ภิกษุหนุ่มได้ยินเข้าจึงว่านางว่า เธอก็หัวขาด  บิดามารดาของเธอก็หัวขาดนางร้องไห้ไปฟ้องย่า  นางวิสาขาไปพูดกับพระว่า ท่านอย่าโกรธไปเลย  คำนั้น เป็นคำไม่หนักหนาสำหรับพระซึ่งตัดผมตัดเล็บ นุ่งห่มผ้าที่ตัดเป็นท่อน ถือกระเบื้องเที่ยวไปเพื่อภิกษา  ฝ่ายภิกษุหนุ่มพูดว่า การที่หลานของท่านด่าอาตมาว่า คนหัวขาด ควรแล้วหรือ  นางวิสาขาไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายยินยอมกันได้  ขณะนั้น พระเถระได้กลับมา และท่านเองก็ไม่สามารถทำให้พระหนุ่มยินยอมได้

ต่อมา พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า เรื่องอะไรกัน นางวิสาขากราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ  พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของภิกษุหนุ่ม  จึงทรงคล้อยตามภิกษุหนุ่ม  ตรัสกับนางวิสาขาว่า “วิสาขา หลานเธอว่าสาวกทั้งหลายของเราว่าเป็นคนหัวขาดด้วยเหตุเพียงตัดผม ควรแล้วหรือ

ฝ่ายภิกษุหนุ่มลุกขึ้นประคองอัญชลีในทันทีทันใด  กราบทูลว่า พระพุทธองค์ย่อมทรงทราบปัญหาดี  แต่อุปัชฌาย์ของข้าพระองค์และมหาอุบาสิกา ไม่ทราบถึงปัญหา

พระศาสดาตรัสว่า การหัวเราะเพราะเหตุแห่งกามคุณเป็นสิ่งเลวทราม การเสพธรรมที่เลวทรามและการอยู่ร่วมกับความประมาท ย่อมไม่ควร ได้ตรัสคาถาแปลเป็นไทยได้ว่า

                                                                                 อย่าประพฤติสิ่งเลวทราม
                                                                    อย่าอยู่ด้วยความประมาท
                                                                    อย่ายึดถือความเห็นผิด
                                                                    อย่าทำตนเป็นคนรกโลก
 เมื่อจบเทศนา ทำให้ภิกษุหนุ่มนั้นบรรลุโสดาปัตติผล  และพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ก็เป็นประโยชน์แก่มหาชนที่ได้มาประชุมกันในสถานที่นั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น