วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557



วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย


วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เป็นทีมวอลเลย์บอลหญิงของประเทศไทย
 เป็นทีมที่มีการพัฒนาการเล่นอย่างต่อเนื่อง
 เริ่มจากการเข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์โลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ในปี ค.ศ. 1998 หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 จึงได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอล
วิลด์กรังด์ปรีซ์ในส่วนโควต้าทวีปเอเชียเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 
ยกเว้นปี ค.ศ. 2007 (ถอนทีมไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ) 
โดยสร้างผลงานได้ดีที่สุดในปี ค.ศ. 2012 ที่สามารถคว้าอันดับ 4 ของการแข่งขันมาครองได้สำเร็จ

ทีมวอลเลย์บอลหญิงของไทยได้พัฒนาการเล่นมาโดยตลอด
นก้าวขึ้นเป็นทีมระดับแนวหน้าของทวีปเอเชีย 
โดยคว้าอันดับ 3 การแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียได้ 2 ครั้ง 
ในปี ค.ศ. 2001 และ ค.ศ. 2007 ก่อนสร้างประวัติศาสตร์เมื่อสามารถเอาชนะทีมชาติจีน 3-1 เซต
 เป็นแชมป์ทวีปเอเชียเป็นครั้งแรกในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียในปี ค.ศ. 2009 
ที่สนามกวนเงือ ประเทศเวียดนาม ทำให้ได้เป็นตัวแทนทวีปเอเชียไปแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมป์เปี้ยนคัพในปี ค.ศ. 2009 จากนั้นในปี ค.ศ. 2012 
สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้อีกครั้ง
 เมื่อสามารถคว้าแชมป์วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียนคัพมาครองเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ 
หลังจากเอาชนะทีมชาติจีนได้อีกครั้ง 3-1 เซต ที่ประเทศคาซัคสถาน
 ต่อมาในปี ค.ศ. 2013 สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชีย
 ที่ประเทศไทย เมื่อสามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขันรายการนี้ได้อีกครั้ง
 หลังเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่น 3-0 เซตในรอบชิงชนะเลิศ
 นับเป็นการคว้าแชมป์เอเชียครั้งที่ 2 โดยเป็นการคว้าแชมป์ในประเทศไทยได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย 
จากการคว้าแชมป์ทำให้ได้สิทธิ์ไปแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมป์เปี้ยนคัพ
ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ในฐานะแชมป์ของทวีปเอเชีย โดยสร้างผลงานคว้าอันดับ 5 มาครอง

ปัจจุบันทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเป็นทีมวอลเลย์บอลหญิงอันดับ 12 ของโลก และยังคงเดินหน้าสร้างความสำเร็จต่อไป โดยมีชาวไทยทั่วประเทศสนใจให้การสนับสนุนและติดตามอย่างใกล้ชิด จนถือได้ว่าเป็นทีมกีฬาที่ครองใจในระดับมหาชน

    

สมาคม
สมาพันธ์
หัวหน้าโค้ช
12 (ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2557)
เข้าแข่งขัน
3 (ครั้งแรกใน 1998)
ผลการแข่งที่ดีที่สุด
13 (2010)
ผลการแข่งที่ดีที่สุด
10 (2007)
เข้าแข่งขัน
1 (ครั้งแรกใน 2007)


bye pipat.


กลอนรักหวานๆ

bye pipat.

ที่สุดของ ความรัก
ไม่ใช่การแต่งงาน
แต่คือการ เดินร่วมทาง
ไปด้วยกัน


ไม่รู้เธอจะเชื่อหรือเปล่า
ถ้าบอกว่าคิดถึงเธอทุกคราว ที่ดาวกระพริบแสง
ค่ำคืนที่ฟ้าเปลี่ยนสี แต่ใจดวงนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง
ฟ้ามืดแต่ดาวกระพริบแสง แข่งกับความคิดถึงในใจ
และถ้าบอกว่าดวงดาว บนราวฟ้า
คือความรักที่ฉันส่งมา เธอจะเชื่อไหม
พันล้านดวงดาวที่กระพริบพราวบนฟ้าไกล
คือความรัก คิดถึง และห่วงใย จากใจส่งให้เธอ


ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน เป็น “100 ปี
ขอแค่เป็นแฟนที่ดี
ตลอดเวลาที่ อยู่ด้วยกันก็พอ


อยากให้เธอมาอยู่ตรงนี้
ในยามที่รู้สึกเหว่ว้า
แค่เพียงหันมามอง และสบตา
กำลังใจคงเพิ่มขึ้นมา มากมาย
แต่ไม่มีเธออยู่ตรงนี้
คิดกี่ที กี่ที ก็ยิ่งใจหาย
กำลังใจลดลงไปมากมาย
เหน็บหนาว และเดียวดาย มากมายเหลือเกิน


ถึงตัวไกลในวันนี้
ความรู้สึกที่ดีๆ..ยังมีให้
ขอเธอจงเชื่อมั่นในจิตใจ
ความรู้สึกภายใน..ไม่มีใครแทนที่เธอ
หากเธอเหงาคิดถึงฉัน
ฝากดวงดาวนับพันคอยเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ๆ
แทนความรักของคนที่ห่วงใย
แทนความในใจจากใจถึงกัน


ในคืนที่อ้างว้าง..และเงียบเหงา
ฉันคนเศร้า แหงนมองดาว บนราวฟ้า
คิดถึงเธอเหลือเกิน..คนที่จากไปไกลสุดตา
เธอจะรู้ไหมนะ ฉันสุดเหว่าหว้า ..เหงาใจ
มองดาวที่เปล่งแสง.ริบหรี่
ค่ำคืนหนาวอย่างนี้ จะเหงา เหมือนกันไหม
หากเธอเหงาก็บอกผ่านดาวบนฟ้าไกล
ดาวดวงใหญ่ ดวงที่เรา เคยเฝ้ามอง


กำลังใจที่มีให้….
ขอบคุณจากใจที่มีให้ในยามสับสน..
ความห่วงใย ที่คอยให้ในยามทุกข์ทน
ขอบคุณอีกหน ที่จะพร้อมทุกข์ทน เคียงข้างกัน


ถ้าวันไหนที่เธอรู้สึกเหงา
และฉันก็เศร้า ๆ ปนห่วงหา
ให้สองเราแหงนมองท้องนภา
เอาอย่างนี้ดีกว่าไหมนะเธอ
ถ้าวันไหนสองใจรู้สึกเหงา
เราจะได้รู้ว่าเรามีกันเสมอ
แค่สองตาของสองคนที่ไม่เจอ
จะไม่เหงาไม่เพ้ออีกต่อไป
ถ้าคืนไหนหัวใจรู้สึกท้อ
ไม่ต้องอยู่รีรอใครที่ไหน
แค่มองฟ้าเห็นดาราพาเรียงราย
แค่เท่านี้เราจะได้หายเหงาใจ





น สิยา โลกวฑฺฒโน” 


พุทธสุภาษิตประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์

น สิยา โลกวฑฺฒโน” 
ความหมายคือ ไม่ควรเป็นคนรกโลก
พุทธสุภาษิตประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์ 
ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรมหาเถร) 
เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์องค์ ที่ 5 ได้ประสาทให้แก่โรงเรียน 
และท่านอธิบายความหมายของพุทธสุภาษิตบทนี้ว่า
คนเราบางคน เกิดมารกโลก 
ทำนองเดียวกับติณชาติที่หาประโยชน์อะไรมิได้ 
ทำให้เสียเงินทองกำจัด และรกชัฏขวากหนาม 
บางอย่างเป็นศัตรูแก่โลกไม่เป็นประโยชน์ 
มนุษย์ที่ไม่มีเมตตากรุณา คอยแต่จะเบียดเบียนผู้อื่น 
จัดว่าเป็นคนรกโลก อย่าเกิดมาเลยเสียดีกว่า สู้สัตว์บางชนิดก็ไม่ได้
... ... ...
พุทธภาษิตนี้ มาจากพระคาถาบทเต็มว่า
หีนํ ธมฺมํ น เสวยฺย - อย่าประพฤติสิ่งเลวทราม
ปมาเทน น สํวเส - อย่าอยู่ด้วยความประมาท
มิจฉาทิฏฺฐึ น เสเวยฺย - อย่ายึดถือความเห็นผิด
น สิยา โลกวฑฺฒโน ฯ - อย่าทำตนเป็นคนรกโลก ฯ
ขุททกนิกาย ธรรมบท
จากหนังสือพุทธวจนในธรรมบท โดย อ.เสถียรพงศ์ วรรณปก
ในสมัยพุทธกาล 
พระพุทธองค์ทรงโปรดภิกษุรูปหนึ่งด้วยพระคาถาบทนี้ 
ให้ได้บรรลุโสดาบันมาแล้วต้นเหตุมีอยู่ว่า คราวหนึ่ง พระเถระกับพระหนุ่มได้ไปบ้านนางวิสาขาแต่เช้า  


ครั้นฉันแล้ว พระเถระให้พระหนุ่มนั่งอยู่บนเรือนของนางวิสาขา  ส่วนตนได้ไปบ้านหลังอื่น ขณะนั้น หลานสาวนางวิสาขากำลังกรองน้ำถวายพระ  พอเห็นเงาตนเองก็หัวเราะออกมา  ฝ่ายพระหนุ่มเห็นเข้าจึงหัวเราะบ้าง  นางเห็นภิกษุหนุ่มหัวเราะ จึงกล่าวว่า คนหัวขาดหัวเราะ   ภิกษุหนุ่มได้ยินเข้าจึงว่านางว่า เธอก็หัวขาด  บิดามารดาของเธอก็หัวขาดนางร้องไห้ไปฟ้องย่า  นางวิสาขาไปพูดกับพระว่า ท่านอย่าโกรธไปเลย  คำนั้น เป็นคำไม่หนักหนาสำหรับพระซึ่งตัดผมตัดเล็บ นุ่งห่มผ้าที่ตัดเป็นท่อน ถือกระเบื้องเที่ยวไปเพื่อภิกษา  ฝ่ายภิกษุหนุ่มพูดว่า การที่หลานของท่านด่าอาตมาว่า คนหัวขาด ควรแล้วหรือ  นางวิสาขาไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายยินยอมกันได้  ขณะนั้น พระเถระได้กลับมา และท่านเองก็ไม่สามารถทำให้พระหนุ่มยินยอมได้

ต่อมา พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า เรื่องอะไรกัน นางวิสาขากราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ  พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของภิกษุหนุ่ม  จึงทรงคล้อยตามภิกษุหนุ่ม  ตรัสกับนางวิสาขาว่า “วิสาขา หลานเธอว่าสาวกทั้งหลายของเราว่าเป็นคนหัวขาดด้วยเหตุเพียงตัดผม ควรแล้วหรือ

ฝ่ายภิกษุหนุ่มลุกขึ้นประคองอัญชลีในทันทีทันใด  กราบทูลว่า พระพุทธองค์ย่อมทรงทราบปัญหาดี  แต่อุปัชฌาย์ของข้าพระองค์และมหาอุบาสิกา ไม่ทราบถึงปัญหา

พระศาสดาตรัสว่า การหัวเราะเพราะเหตุแห่งกามคุณเป็นสิ่งเลวทราม การเสพธรรมที่เลวทรามและการอยู่ร่วมกับความประมาท ย่อมไม่ควร ได้ตรัสคาถาแปลเป็นไทยได้ว่า

                                                                                 อย่าประพฤติสิ่งเลวทราม
                                                                    อย่าอยู่ด้วยความประมาท
                                                                    อย่ายึดถือความเห็นผิด
                                                                    อย่าทำตนเป็นคนรกโลก
 เมื่อจบเทศนา ทำให้ภิกษุหนุ่มนั้นบรรลุโสดาปัตติผล  และพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ก็เป็นประโยชน์แก่มหาชนที่ได้มาประชุมกันในสถานที่นั้น